กองพันเสือน้อย  Little Tiger ทหารไทย ใครๆก็กลัว

กองพันเสือน้อย เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้บริเวณทางตอนเหนือ ใต้เส้นขนานที่ 38 ได้มีเนินเขาลูกนี้อยู่ในแนวสมรภูมิที่ทหารอเมริกันต้องเสียชีวิตมากถึง 200 นาย

เพื่อแลกกับการปักธงบนยอดเขาที่ได้ชื่อใหม่ว่า พอร์คช็อป ฮิลล์ ในเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2495 มีข่าวว่า กองกำลังเกาหลีเหนือเตรียมที่บุกชิงพอร์คช็อป

ฮิลล์คืนทำให้ กองพันทหารไทย ร.พัน 1 ได้รับคำสั่งให้ขึ้นไปยึดเนินแห่งนี้ไว้เพราะ เขาพ็อคช็อป แห่งนี้เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์เมืองหนึ่งดังนั้น พอร์คช็อป

จึงเป็นเนินเขาและชัยภูมิที่หมายปองกองกำลังทั้งสองฝ่าย ซึ่งต่างต้องการครอบครองพื้นที่บริเวณนี้ เพื่อความได้เปรียบทางยุทธวิธีของตน

จึงได้มีคำสั่งระบุชัดว่า การรบบนเขาลูกนี้เป็นการสู้ตาย ห้ามถูกจับเป็นเชลยโดยเด็ดขาด จะถอนตัวได้ก็เมื่อมีคำสั่งจากผู้บังคับกองพันเพียงคนเดียวเท่านั้น

กองพันเสือน้อย

กองพันเสือน้อย คือทหารจากประเทศไทย

การรบเพื่อแย่งชิงชัยภูมิพ็อคช็อป ฮิลล์ เกิดขึ้นอย่างดุเดือด ตั้งแต่คืนวันที่ 1 พฤศจิกายนไปจนถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน กองกำลังทหารจีนและเกาหลีเหนือ

ใช้รถถังในการกรุยทางและยิงนำ ตามหลังด้วยทหารราบ บุกทีเดียวมาทั้งสามทิศทาง เป้าหมายคือ ไปบรรจบกันบนยอดเขา ตอนนั้นทหารไทยต่อสู้อย่างทรหด

โดยการรบหนักที่สุดคือในช่วงคืนวันที่ 10 ต่อเนื่องถึงรุ่งสางวันที่ 11 ฝ่ายเกาหลีเหนือยิงถล่มด้วยกระสุนปืนใหญ่ 2,690 นัด และถึงขั้นตะลุมบอนด้วยดาบปลายปืน

ทุกอย่างเกิดขึ้นในท่ามกลางหิมะ จนถึงเช้าวันที่ 11 พฤศจิกายน พล.ท.พอล ดับเบิลยู เคนดอล แม่ทัพน้อยที่ 1 ของสหรัฐฯ พร้อมกับ พล.ต.ฟราย

ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ถึงยอดพอร์คช็อป ฮิลล์ ผลของการรบปรากฎว่า ตลอด 10 วันนั้น ทหารไทยเสียชีวิตทั้งสิ้น 25 นาย

ทหารจีนและเกาหลีเหนือเสียชีวิตกว่า 160 ศพและยังถูกจับเป็นเชลยอีก 5 คน เมื่อได้เห็นสภาพที่มั่นภายหลังการต่อสู้และศพข้าศึกที่กลาดเกลื่อนอยู่แล้วนั้น

ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 สหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้บังคับกองพันทหารไทยและนายทหารสหรัฐฯ ที่ติดตามว่า ข้าพเจ้าไม่มีอะไรสงสัยในจิตใจแห่งการต่อสู้ของทหารไทยอีกแล้ว

ชื่อเสียงของ ลิตเติ้ล ไทเกอร์ หรือ กองพันเสือน้อย จึงเกิดเหตุการณ์นี้ ผู้ที่ให้สมญานามนั้นก็คือ พล.อ.เจมส์ เอ.แวน ฟลีต แม่ทัพที่ 8 ของสหรัฐฯ ผู้บังคับบัญชากองกำลังสหประชาชาติ

สงครามเกาหลียุติลงได้ด้วยการเจรจา ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2496 ผลจากการรบที่พอร์คช็อป ฮิลล์ มีทหารไทยได้รับเหรียญกล้าหาญระดับลีเยียนออฟเมอริต

ดีกรีออฟเลยอนแนร์ 1 นาย คือ พ.ท.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้บังคับกองพัน ได้รับเหรียญซิลเวอร์สตาร์ 9 นาย และเหรียญบรอนสตาร์อีก 19 นาย…

Continue Reading →

โอดะ โนบุนากะ ปีศาจแห่งสวรรค์ชั้น 6 แห่งโอวาริ

โอดะ โนบุนากะ ปีศาจแห่งสวรรค์ชั้น 6 แห่งโอวาริ

โอดะ โนบุนากะ ได้เชื่อว่าเป็นมหาอำนาจอีกคนหนึ่งในยุคความวุ่นวายแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยหรือยุคเซ็งโงคุโดยเขาเกิดที่ปราสาทนาโงย่า และเป็นลูกชายคนโตของ โอดะ โนบุฮืเดะ ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่ง ไดเมียวแห่งแคว้น โอวาริ

โอดะ โนบุนากะ นั้นเป็นบุตรของภรรยาเอกซึ้งทำให้เขาจะได้เป็นไดเมียวต่อจากพ่อของเขาในอนาคต ซึ่งต่อมาพ่อของเขานั้นต้องการให้เขามีความรู้ทั้งเรื่องการทหารและการปกครองทำให้เขาต้องส่งอาจารย์ที่ชื่อ ฮิราเตะ มาซาฮิเดะ

ไปทำการสอนเกี่ยวกับเรื่องพวก แต่มาซาฮิเดะ กลับพบว่า โนบุนากะ นั้นมีพฤติกรรมที่มักไม่ค่อยพบในเด็กนั้นก็คือนอกจากเอาแต่ใจตัวเองแล้วนั้นเขาก็ยังไม่สนเรื่องประเพณีอีกด้วย

เรื่องดังกล่าวทำให้ไม่เป็นที่พอใจของเหล่า ซามูไร แห่งตระกูลโอดะ รวมทั้งแม่ของเขาด้วย แต่ซึ่งด้วยการให้ความสำคัญจากทั้งตัวพ่อของเขาและอาจารย์ของเขา

เขาจึงยังดำรงอยู่ตำแหน่งผู้สืบทอดแคว้นลำดับที่หนึ่งอยู่ ต่อมา ตระกูลโอดะได้ส่ง มาซาฮิเดะไปสู่ขอบุตรสาวตระกูลไซโต ซึ่งเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจในเวลานั้นให้มาแต่งงานกับ โอดะ โนบุนากะ โดยตระกูลไซโตนี้เองที่เป็นเจ้าของแคว้นมิโนะที่ทรงอำนาจ

หลังจากที่พ่อของเขาถึงแก่ความตาย ในพิธีศพเขาก็ได้อาละวาดจนทำให้คนในตระกูลหลายคนเกิดอาการไม่พอใจตัวว่าที่ไดเมียวคนใหม่รายนี้ ซึ่งอาจารย์ของเขารู้สึกผิดหวังกับตัวเองที่ไม่สามารถสั่งสอน โนบุนากะ ให้ได้ดีกว่านี้จึงกระทำการคว้านท้องตัวเอง

ต่อมา โอดะ โนบุนากะได้ทำการลอบสังหาร โนบุโตโมะ ผู้ซึ่งช่วงชิงอำนาจไปจากการเขาหลังจากที่พ่อของเขาตายลง ต่อมาน้องชายของเขานั้นได้กระทำการก่อกบฏในแคว้นแต่ โอดะ นั้นก็สามารถที่จะเอาชนะทัพของน้องชายของเขาได้สำเร็จแต่ด้วยการขอร้องจากแม่ของเขาทำให้เขาไว้ชีวิต

แต่ทางด้านน้องชายอย่าง โนโบยุกิ นั้นยังไม่สำนึกคิดที่จะวางแผลสังหร โอดะ อีกครั้ง โอดะ จึงแกล้งป่วยเพื่อให้ โนโบยุกิ เข้ามาหาและทำการชิงสังหารน้องชายแท้ๆของเขาเสีย

โอดะ โนบุนากะ นั้นเสียชีวิตที่วันฮอนโนจิ โดยขุนพลคู่ใจของเขาอย่าง อาเคชิ มิตซึฮิเดะ ที่ทำการก่อกบฏ หลังจากนั้น มิตซิฮิเดะ ก็ถูก โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ตามมาล้างแค้นให้เจ้านายได้สำเร็จ

Continue Reading →

อาเคจิ มิตสึฮิเดะ ชายผู้สังหารจอมมารฟ้าที่ 6 แห่งโอวาริ

อาเคจิ มิตสึฮิเดะ ชายผู้สังหารจอมมารฟ้าที่ 6 แห่งโอวาริ

อาเคจิ มิตสึฮิเดะนั้นเป็นซามูไรชั้นยอดและมีความสามารถมากคนหนึ่งในยุค เซ้นโกคุโดยคนญี่ปุ่นรู้จักเขาในนาม ฮิวกะ โนคามิ หรือ จูเบเอะ โดยเขาเกิดเมื่อปี คริสต์ศักราช 1528

ก่อนหน้าจะมาเป็นทหารของ โอดะ โนบุนากะ นั้นเขายังคงเป็นซามูไรในสังกัดของ ไซโต้ โดสะ โดยในเวลานั้น ไซโต้ นั้นเป็นแม่ทัพที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดและชื่อเสียงในด้านความโหดเหี้ยมนั้นยังส่งไปถึงกองทัพอื่นๆอีกด้วย แต่ถึงเขาจะเป็นแม่ทัพที่มีความโหดเหี้ยมมากเพียงใดเขาก็ต้องมาพบจุดจบเมื่อลูกชายของเขานั้นก่อกบฏ ซึ่งนั่นก็คือ ไซโต้ โยชิทัตสึ

อาเคจิ นั้นมีความสนิทสนมกับ โนฮิเมะ ภารรยาของ โอดะ โนบุนากะ ระดับหนึ่ง หลังจากที่ โอดะ โนบุนากะ ขยายอาณาเขตในการครอบครองแคว้น มิโนะ แล้วก็ได้มีการพูดคุยเพื่อชวนให้ อาเคจิ มาเข้าร่วมด้วย โอดะ โนบุนากะ นั้นชื่นชอบสติปัญญาและความสามารถที่ อาเคจิ มี

โดย สิ่งที่ทำให้ โอดะ ประทับใจ มิตซิฮิเดะ นั่นก็คือการเกลี้ยกล่อม โชกุนไร้บัลลังค์อย่าง อาชิคางะ โยชิอากิ ซึ่งในตอนนั้นอาชิคางะ นั้นไรอำนาจเนื่องจากเสียการปกครองให้กับ มิโยชิ ในขณะนั้น และอาเคจิ นี้เองที่เป็นคนเป่าหูให้โชกุน อาชิคางะ นั้นไปขอความช่วยเหลือจากโอดะ จนโอดะยกทักเข้าเมืองหลวงได้สำเร็จ

หลังจากความดีความชอบในครั้งนี้ทำให้ โอดะ กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่างแท้จริง และเขาก็ได้รับเครื่องบรรณาการจากความดีความชอบดังกล่าวด้วยการได้รับศักดินา 1 แสนโกคุ และได้รับการแต่งตั้งให้ปกครอง ซากาโมโตะ ต่อจากนั้นเขายังคงช่วย โอดะ โนบุนากะ ทำสงครามอีกหลายครั้งจนเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในแม่ทัพแห่ง ตระกูล โอดะ

อาเคจิ นั้นมักจะได้รับความไว้วางใจอย่างมากให้นำทัพไปปราบศัตรูของตระกูล โอดะ แต่เมื่อปี ค.ศ.ที่ 1579 ก็เกิดจุดเปลี่ยนของ อาเคจิ เมื่อเขาได้รับคำสั่งให้เข้าตีปราสาท ยางามิ โดยเขานั้นเลือกที่จะใช้วิธีการทางการทูตเพื่อเกลี้ยกล่อมเพื่อไม่ให้เกิดการสู้รบโดยไม่จำเป็น โดยเขายอมสังหารแม่ของตนเองเพื่อเป็นการทำสัญญากับ โอดะ ให้ไว้ชีวิตผู้ที่อยู่ในปราสาท ยางามิ

แต่หลังจากนั้น โอดะ โนบุนากะ นั้นกลับผิดสัญญากับ อาเคจิ โดยการสั่งประหารเหล่าขุนนางของปราสาท ยามางิ ที่เข้ามาสวามิภักดิ์จนหมดสิ้น อาเคจิ นั้นไม่พอใจอย่างมากกับการกระทำนี้ที่ซึ่งทำให้แม่ของเขาต้องตายไปด้วย หลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการก่อกบฏและสังหาร โอดะ โนบุนางะ จอมมารฟ้าในสมัยนั้นที่วัด ฮอนโนจิ ปิดฉากซามูไรผู้ยิ่งใหญ่แห่งโอวาริ

Continue Reading →

หยางซู่ ขุนพลและเสนาบดีผู้ช่วยปราบราชวงศ์ฉีอีกทั้งมีความสามารถ

หยางซู่  ขุนพลและเสนาบดีผู้ช่วยปราบราชวงศ์ฉี

หยางซู่ นั้นได้รับการมอบตำแหน่งเป็นอานเซี่ยงกง ซึ้งเขาทำผลงานได้ดีร่วมกับพระเจ้าโจวอู่ตี้ ในการปราบปรามราชวงศ์ฉี หลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งจาก หยางเจียน ให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพในการยกทัพไปทำศึกกับ หวี่เหวินโจ้ว และเขาก็สามารถนำชัยชนะกลับมาได้

หลังจากนั้นราชวงศ์สุย ก็ได้ทำการสถาปนาตัวเองขึ้นและเขายังเป็นผู้เสนอการให้ราชวงศ์สุยในเวลานั้นบุกราชวงศ์เฉินหลายครั้ง หลังจากนั้นเขายังได้รับตำแหน่งใหญ่อีกมากมายโดยเขายังสามารถรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพในการคุมคนให้สร้างเรือรบอีกด้วย

จนสุดท้ายในปี ค.ศ.558 กองทัพสุยก็ได้นำทัพเพื่อไปรุกรานทัพเฉิน ต่อมาหลังจาก 9 ปีที่ทำสงครามกันราชวงศ์เฉินล่มสลายลง จากการนำทัพสร้างผลงานโดดเด่นมาหลายต่อหลายศึกทำให้เขาได้รับตำแหน่งจิงโจว

ต่อหลังจากนั้นในปี คริสต์ศักราชที่ 590 ราชวงศ์สุยก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อ ผู้มีอิทธิพลในเมืองเดิมแข็งข้อเพื่อที่จะต่อต้านราชวงศ์สุย ซึ่งในเหตุการครั้งก็ทำให้ หยางซู่ ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพอีกครั้งโดยหยางซู่ได้ยกทัพและออกนำทัพบุกต่อพวกที่แข็งข้อที่ละกลุ่มจนทุกกลุ่มประกาศยอมแพ้ หลังจากเหตุการนี้ทำให้ดินแดนเหนือและดินแดนใต้มีความเป็นปึกแผ่นที่มากขึ้น

ต่อมา หยางซู่ ก็ได้รับการมอบตำแหน่งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีมีอำนาจร่วมกับกาวจย่ง และยังได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นแม่ทัพในการคุมคนงานก่อสร้างพระราชวังเหรยินโซ่วและการสร้างพระราชวังนี้ทำให้บรรดาผู้คนที่ถูกเกณมาทำงานล้มตายกันเป็นอย่างมากเหตุ หยางซู่ นั้นมีการคุมทัพที่เข้มงวด

เหตุการณ์ต่อมาเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพอีกครั้งหนึ่งในการยกทัพไปปราบต๋าโถวข่านและก็ได้ชัยชนะมาในที่สุดเขายังคงทำศึกอย่างต่อเนื่องด้วยการยกพลไปบุกชนเผ่าทูเจว๋ และสุดท้ายก็ได้รับชัยชนะและไล่ต้อนให้ชนเผ่านี้ไปอาศัยอยู่ในแดนทะเลทรายอันแห้งแล้งได้

ต่อมาเขาทำร่วมการปฏิวัติในการปลดหยางหย่งและได้แต่งตั้งหยางกว่างขึ้นเป็นรัชทายาทแทน

หลังจากนั้นกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุยต้องล้มป่วยลงและหวังจะให้ หยางหย่ง กลับขึ้นมารับตำแหน่งอ๋องแทนแต่ หยางซู่ นี้เองที่เป็นคนสับเปลี่ยนเวรยามทำให้ราชโองการที่จะออกไปถึง หยางหย่ง ไปไม่ถึงไหนสุดท้ายองค์สุยเหวินตี้ก็สวรรคต

ปีคริสต์ศักราบที่ 605 เขาได้รับตำแหน่งเสนาบดีสูงสุดซึ่งหลังจากมีบารมีอยู่ไม่นานก็ถูกสุยหยางตี้ก่อการกบฏและต่อต้านราชวงศ์เดิมก่อนจะพ่ายแพ้และถูกสังหารในที่สุด

Continue Reading →

โศกนาฏกรรมแห่ง ฉางผิง สมรภูมิที่เป็นหลุมฝังเหล่าผู้คน 4 แสนกว่าชีวิต

โศกนาฏกรรมแห่ง ฉางผิง สมรภูมิที่เป็นหลุมฝังเหล่าผู้คน 4 แสนกว่าชีวิต

ในสมัยยุคเลียดก็ก โดยในปี 260 ก่อนคริสต์กาลทัพฉินกำลังขยายความยิ่งใหญ่ออกไปทางตอนเหนือโดยมีเป้าหมายก็คือแคว้นจ้าวและการสมรภูมินี้เองที่ทำให้เป็นที่มาของคำว่า โศกนาฏกรรมแห่ง ฉางผิง ซึ่งเป็นหลุมฝังศพเหล่าทหารแคว้นจ้าวและเฉลยมากกว่า 4 แสนกว่าชีวิต

เรื่องมันเริ่มเมื่อกองทักแห่งแคว้นฉินที่นำทัพมาโดย ไปฉี๋ ต้องการจะบุกไปแคว้นหานซึ่งทหารฉินในสมัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่แว่นแคว้นใกล้เคียงว่าเป็นกองทัพที่กระหายชัยชนะ รบด้วยความดุดันและบ้าระห่ำยิ่งกว่าทัพไหนๆ โดยทัพฉินนั้นมีกฏที่แปลกกว่าแคว้นอื่นก็มีถ้าใครสามารถตัดหัวศัตรูได้ก็ให้นำมาแสดงแล้วจะได้รางวัล และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทหารแคว้นฉินรบแบบไม่กลัวตายกันเลยทีเดียว

ซึ่งแคว้านหานนั้นก็สังวรตัวเองดีว่าแคว้นของพวกเขานั้นอ่อนแอจึงทรงไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นจ้าวที่อยู่ใกล้เคียงทางด้านแคว้นจ้าวที่ตอนนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแคว้นฉินมาเนิ่นนานก็ตอบตกลง

ซึ่งทางด้านอ๋องแห่งแคว้นจ้าวนั้นเห็นว่าการศึกนี้เป็นสิ่งที่จะตอบโต้ความยิ่งใหญ่ของแคว้นฉินจึงได้ส่ง เหลียนผ่อ ซึ่งในเวลานั้นได้ชื่อว่าหนึ่งในแม่ทัพสวรรค์แห่งแคว้นจ้าวเลยทีเดียวพร้อมกำลังคนอีก 4 แสนคนไปช่วยแคว้นหานในการทำศึกกับทัพฉิน

และเมื่อ เหลียนผ่อ นั้นได้รับราชโองการก็รีบรุดไปที่ฉางผิงทันทีและมันก็เป็นผลงานที่ดีที แม่ทัพเหลียนผ่อ นั้นสามารถหยุดยั้งและตั้งรับจนทัพฉินไม่สามารถที่จะบุกเมืองฉางผิงให้แตกได้โดยง่ายโดยแม่ทัพฝ่ายฉินอย่าง ไปฉี๋ นั้นพยายามทำทุกวิถีทางในการบุกตีเมืองให้แตกแต่ เหลียนผ่อ ก็ยังสามารถตั้งรับเอาไว้ได้และยังสามารถลดทอนกำลังของทหารฉินไปได้อย่างมากด้วย

หลังจากนั้น ไปฉี๋ จึงอุบายให้ เจ้าอ๋องแห่งฉิน ออกคำสั่งให้ปลดตัวเองออกแบบหลอกๆ ซึ่งไปฉี๋นี้เองที่ส่งเหล่าสายลับเข้าไปกระจายข่าวว่าทัพฉินนั้นเกรงเพียงแค่จ้าวคว่อเท่านั้น

ซึ่งการจุดไฟครั้งนี้ก็แสดงผลอย่างเห็นได้ชัด จ้าวอ๋อง ทรงเรียกเหลียนผ่อ กลับไปและส่งจ้าวคว่อมาทำศึกด้วยตนเองซึ่งทางด้าน จ้าวคว่อ นี้เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในกลยุทธและตำราของตัวเองอย่างมากซึ่งเหลียนผอเองก็ทราบดีกว่านั้นคือแผนที่จะล่อให้ทัพจ้าวพ่ายแพ้

ทุกอย่างเป็นไปตามที่เหลียนผ่อคาดไว้ทัพทหารจ้าวใช้กำลังบุกเข้าปะทะกับกองกำลังทหารฉินและผลปรากฏว่าสู้ไม่ได้แต่จะถอยทัพก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อ ไปฉี๋ ได้ส่งทหารไปตัดกำลังทางหนีของทหารจ้าวและยังสามารถควบคุมเส้นทางเดินสเบียงของทหารจ้าวได้อีกด้วย

หลังจากเสร็จศึกนี้จึงทำให้เป็นที่มาของคำว่า กลยุทธบนแผ่นกระดาษ ซึ่งนั้นหมายความว่าคนที่เอาแต่พูด แต่ไม่สามรถทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ และจ้าวคว่อ ก็โดนธนูยิงตายในระหว่างสงครามทำให้ทหารที่เหลือวางอาวุธและยอมจำนน

แต่ไปฉี๋ก็ไม่ได้สั่งให้ไว้ชีวิตของทหารและเฉลยที่จับได้แม้เพียงคนเดียว โดยแม่ทัพผู้นี้สั่งให้ทหารขุดหลุมฝังไม่ว่าคนเหล่านี้จะเป็นหรือตายก็ตามที ซึ่งทหารที่ถูกฝังทั้งเป็นนี้มีจำนวน 400,000 กว่าคนเลยทีเดียว

และมีการขุดค้นพบโคงกระดูกจำนวนมากอีกด้วยในมนฑล ซานชิง ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของ ฉางผิง

Continue Reading →

ประวัติ หวังเจี้ยน 1 ใน 4 ยอดขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดินจีน

ประวัติ หวังเจี้ยน 1 ใน 4 ยอดขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดินจีน

 

หวังเจี้ยน หรือ 1 ใน 4 ยอดขุนพลแห่งยุคเลียดก็ก โดยสมัยก่อนจะเรียกว่า ถ้ารัฐจ้าวมี หลีมู่ และ เหลียนปอ แล้วละก็รัฐฉินก็มี หวังเจี้ยน และ ไปฉี๋ โดยหวังเจี้ยนนั้นเป็นหนึ่งนักในบรรดาขุนพลคู่บารมีของ จิ๋นซีฮองเต้ โดยเขาเป็นแม่ทัพคนสำคัญที่ทำให้รัฐฉินนั้นประกาศศักดาร์ ยึดบรรดาเมืองต่างๆได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ในช่วงหลังของยุคนี้นั้น หวังเจี้ยนา ถูกแคว้นต่างๆตั้งฉายาให้ว่า เทพเจ้าแห่งสงคราม เลยทีเดียว โดยผู้คนที่ตายจากแม่ทัพที่เราเรียกว่า 4 ยอดขุนพลแห่งเลียดก็กนั้นมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคนโดยเฉพาะแค่หวังเจี้ยนเองก็ได้ถูกบรรทึกไว้ว่าลำพังแค่เขาคนเดียวก็ทำให้เกิดการตายขึ้นถึง 800,000 กว่าคนเข้าไปแล้วและนี้เป็นตัวเลขตลอดการทำอาชีพทหารของเขา

เป็นที่ทราบกันดีว่า หวังเจี้ยน เป็นขุนพลผู้หนึ่งที่เข้าใจในการทำศึกสงครามอย่างถ่องแท้และยิ่งมาได้เจ้านายทื่ดีอย่าง จิ๋นซีฮองเต้ เข้าให้แล้วนั้นทำให้เขาไม่ต้องกลัวและระแวงหลังในการทำสงครามแต่ละครั้งเลย

หวังเจี้ยน ขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพทหารเมื่อปี 225 ก่อนคริสต์ศักราชเมื่อพระเจ้าแคว้นฉินประกาศที่จะทำสงครามอย่างเต็มตัวกับแคว้นฉู่ และในสมัยนั้นแคว้นที่ยังคงดำรงอยู่ได้นั้นเหลือเพียงแค่ 4 แคว้นเท่านั้นคือ ฉู่ ฉิน เอี้ยน และ ฉี เท่านั้น ซึ่งแคว้นฉู่นี้มีอนาเขตอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นฉินซึ่งแคว้นฉู่นี้อณาบริเวณที่กว้างขวางและเป็นแคว้นที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลานั้น

ซึ่งในบันทึกบอกว่าในเวลานั้นแคว้นฉินกำลังเรืองอำนาจอย่างถึงที่สุดโดยการตีทั้ง แคว้น จ้าว เว้ย และ หาน แตกไปก่อนแล้วถึง 3 แคว้น และขุนพลผู้ที่บุกทะลวงจนเมืองเหลืองของแคว้นจ้าวอย่างเมืองหานตานแตกก็คือ หวังเจี้ยน ผู้นี้ หลังจากนั้นก็เป็น หวังเจี้ยน อีกนั้นแหละที่พากำลังพลแคว้นฉินบุกตีเมืองหลวงของแคว้าเอี้ยนแหลกคามือ

และในช่วงหลัง จิ๋นซีฮองเต้ นั้นได้มองออกว่าถ้าหากยึดแคว้นฉู่ได้สำเร็จแล้วละก็การรวมแผนดินจีนให้เป็นหนึ่งก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะในเวลานั้นแคว้นฉู่คือแคว้นที่มีพื้นที่ในปกครองมากที่สุดในบรรดา 4 แคว้นใหญ่

อีกทั้ง หวังเจี้ยน นั้นเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถโต้แย้งกับองค์จิ๋นซีฮองเต้ได้ ซึ่งในภายหลังมีขุนพลผู้หนึ่งอาสาไปตีแคว้นฉู่ด้วยกำลังเพียงแค่ 2 แสนคนซึ่งหวังเจี้ยนได้มองออกแล้วว่าการตีรัฐฉู่ให้แตกนั้นต้องใช้คนมากถึง 6 แสนคนเลยทีเดียว

และก็เป็นไปตามที่ หวังเจี้ยน คิดทัพฉินเพียง 2 แสนคนพ่ายแพ้ให้กับทัพฉู่โดยทางนั้นมีกำลังมากกว่าถึง 5 แสนคนเลยทีเดียวและในตอนหลัง องค์จิ๋นซีฮองเต้ ต้องควบม้ามาขอให้ หวังเจี้ยน นั้นกลับไปบัญชาการรบกับพวกแคว้นฉู่ด้วยตนเองทางด้านหวังเจี้ยน นั้นก็ได้ตอบตกลง

และหลังจากเขาไปคุมทัพบุกแคว้นฉู่ได้ไม่นาน หวังเจี้ยน ก็เข้าบุกตีเมืองห้วยหยางได้สำเร็จ ซึ่งกษัตริย์ของแคว้นฉู่ที่หนีไม่ทันจิงถูกนายพล เมิ่งอู่ ฟันตายคาที ซึ่งหลังจากจบศึกนี้ทหารฉู่ได้ล้มตายด้วยน้ำมือของกองทัพของหวังเจี้ยนถึง 5 แสนคนและแคว้นที่เหลือก็ไม่สามารถต้านทานการบุกของแคว้นฉินได้และล่มสลายไปตามๆกัน

ในช่วงหลังของการเป็นแม่ทัพเขาได้ลาออกไปอยู่กับครอบครัวและใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแตกต่างจากเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ล้วนตายในสนามรบกันแทบทุกคน

Continue Reading →

เจงกิสข่าน ผู้นำแห่งแดนเหนือผู้เป็นมหาอำนาจแห่งยุคอดีต

เจงกิสข่าน ผู้นำแห่งแดนเหนือผู้เป็นมหาอำนาจแห่งยุคอดีต

เรารู้จักเขาในชื่อเก่านั้นก็คือ เตมูจิน โดยเขาเกิดในปี ค.ศ. 1162 โดยครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวขุนศึกในตอนกลางของมองโกเลีย และเมื่อเขามีอายุได้ 9 ปีนั้นเขาก็ต้องมาเสียบิดาของเขาไปจากการที่เผ่าศัตรูบุกมาทำศึกและฆ่าพ่อของเขาตายซึ้งหลังจากนั้นก็ทำให้ครอบครัวของเขา ต้องระเหเร่ร่อนไปเรื่อยๆและต้องทนกับสภาพอากาศที่โหดร้าย แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ยังสามารถเอาตัวรอดได้

อย่างที่ทราบกันดีว่า เจงกิสข่าน เป็นแม่ทัพที่มีความดุดัน เก่งกาจ และยังมีวาธะในกาพูดที่ยอดเยี่ยมซึ่งในขณะที่เขาอายุยังไม่ 20 ปีบริบูรณ์เขาก็ทำให้บรรดาเผ่าต่างๆที่อยู่ใกล้ในเวลานั้นหันมาสวามิภักต่อเขาด้วยการทูต และสาเหตุที่เขาเปลี่ยนมาใช้ชื่อ เจงกิสข่าน นั้นก็คือเขาสามารถทำให้แผ่นดินมองโกลที่มีแต่เผ่าน้อยใหญ่ทั่วแผ่นดินรวมเป็นปึกแผ่นได้นั่นเอง

เตมูจิน ได้เริ่มทำสงครามกับ รัฐชีเซีย เป็นที่แรกโดยพวกเขารบกันจนถึงปี ค.ศ.1210 และเจ้าแห่งรัฐนั้นขอยอมแพ้ และเท่ายังไม่พอเขายังสามารถแผ่ขยายอำนาจและความเกรียงไกรของกองทัพด้วยการยืดประเทศจีนทั้งหมด อีกทั้งยังบริเวณของประเทศเกาหลีด้วย

ต่อมาเข้าได้ส่งทูตไปทางประเทศตะวันออกกลางในปัจจุบันแต่กลับโดนปฏิเสธและทำให้ทูตที่เขาส่งไปทั้งหมดถูกสังหารทำให้เขาตัดสินใจเข้ายึดประเทศตอนนั้นทั้งหมด หลังจากนั้นประเทศที่ซวยต่อไปก็คือ อินเดียและปากิสถาน ซึ้งประเทศพวกนี้ล้วนแต่ถูกเจ้าแห่งมองโกลเข้ายึดทั้งสิ้น

พอยึดประเทศแถบตะวันออกกลางได้ทั้งหมดเขาก็ได้ขยายกรีฑาทัพขึ้นเหนือเพื่อไปถึงรัสเซียและเขาก็ได้นำทัพของเขายึดเหล่ารัฐเล็กรัฐใหญ่ในเวลานั้นตั้งแต่ เปอร์เซีย ยาวไปถึงอาร์คติก ต่อมาหลังจากนั้นตำนานของเขาก็ต้องดับลงเมื่อเขาเสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1226

ซึ่งการรบที่เป็นที่โด่งดังของ เจงกิสข่าน ผู้นี้ก็คือการบุกเมือง ซามาร์คาน ซึ่งตอนนั้นผู้คนรู้จักกันในนาม จักรวรรดิควาริตซึ่ม หลังจากที่เขารบกับเมืองนี้จนแตกพ่ายนั้นมันมีเรื่องที่โหดร้ายก็คือเขาสั่งให้ทหารม้าฆ่าทุกคนและเหลือไว้เพียงแค่คนที่ใช้งานได้ 3 หมื่นคนเท่านั้นเพื่อไปพัฒนาประเทศของเขาส่วนที่เหลือนั้นเขาก็ฆ่าทิ้งทั้งหมด

การจัดทัพของเขาเป็นที่เลื่องชื่อนั้นก็คือ เดินทัพไปเลี้ยงสัตว์ไปไม่ว่าจะเป็น ม้าวัวหรือควายและนี้ก็เป็นประวัติโดน คร่าวๆของเจงกิสข่าน ผู้ที่เคยเกือบเป็นจักรพรรดิ์องค์แรกของโลก

Continue Reading →

จิ๋นซีฮองเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกแห่งแผ่นดินจีน

จิ๋นซีฮองเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกแห่งแผ่นดินจีน

ประวัติ จิ๋นซีฮองเต้ซึ่งในสมัยนั้นพวกเขาเรีกกันว่าสมัย จ้านกว๋อ หรือบางจะเรียกว่ายุค ซุนชิว หรือ เลียดก็ก ก็แล้วแต่ซึ่งเป็นยุคที่แจ้งเกิดให้กับฉินอ๋องหรือที่เรารู้จักกันในนาม จิ๋นซีฮองเต้ หรือมีพระนามเดิมว่า อิ๋งเจิ้ง โดยพระองค์ขึ้นครองราชย์ด้วยวัยเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นโดยเป็นอ๋องแห่งรัฐฉิน

ซึ่งในสมัยนั้นพวกมีหลายแว่นแคว้นที่ต่างก็ต้องการจะแก่งแย่งชิงความเป็นใหญ่โดยมีทั้ง หาน จ้าว เว้ย ฉู่ เยียน ฉี และ ฉิน แต่ปณิธาณของพระองค์นั้นก็ยังคงแน่วแน่ตั้งแต่พระองค์ยังทรงอายุน้อยเนื่องจากพระองค์ต้องการรวมแผนดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว

หลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชน์ในปี 246 ก่อนคริสตกาล พระองค์ได้ทรงปลด หลี่ปู้เว่ย ออกจากการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนทันทีและทรงควบคุมทุกอย่างเป็นทั้งหมด พร้อมกันนั้นพระองค์ยังทรงพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองซึ่งในสมัยนั้นรัฐฉินนั้นถือเป็นรัฐที่ล้าหลังกว่าทุกรัฐในเวลานั้น พระองค์ได้ทรงพัฒนารัฐของตัวเองจนสามารถขึ้นมาเรืองอำนาจเทียบเท่ากับรัฐอื่นโดยทั้วไป

องค์จิ๋นซีฮองเต้ นั้นใช้เวลาเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้นจากปี 231-221 ก่อนคริสตกาลเพื่อรวบรวมและแผ่ขยายอำนาจของรัฐฉินจนสามารถบุกยืดรัฐอื่นได้จนหมดทั้ง 6 รัฐและสถาปนาตัวเองเป็น ฉินสื่อหวงตี้” หรือเราอ่านกันตามภาษาไทยว่า จิ๋นซีฮองเต้ และเมื่อรวมคำว่า หวง และ ตี้ เข้าด้วยกันนั้นทำให้ความหมายที่แปลออกมาได้ดังนี้ “องค์ปฐมจักรพรรดิกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉิน” แต่หลังจากพระองค์รวบรวมแผนดินจีนได้เป็น 1 แล้วนั้นพวกเขาก็คงครองความยิ่งใหญ่อยู่ได้แค่เพียง 15 ปีเท่านั้น

ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนนั้นเป็นเพราะในสมัยนั้นพระองค์ทรงอยากจะมีชีวิตที่เป็นอมตะจึงได้สั่งให้คนออกไปนำหาสมุนไพรและแร่ธาตุอะไรก็ที่จะทำให้พระองค์ทรงอายุยืน

แต่ถึงกระนั้นตอนที่องค์จิ๋นซีฮองเต้ ครองราชนั้นพระองได้แบ่งมนฑล 36 แห่ง และกำหนดให้ใช้ตัวอักษรภาษาจีนเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดประเทศ ถึงแม้ว่าบางคำพูดอาจจะสำเนียงไม่เหมือนกันแต่การเขียนนั้นกับเหมือนกันทุกคำ

และทรงกำหนดให้ใช้กฏหมายโดยเท่าเทียมกันทั่วประเทศ บางท่านที่เคยรู้จักอาจจะรู้ว่าจิ๋นซีฮองเต้ นั้นทรงเคร่งครัดเรื่องระเบียบมากขนาดไหน

และสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้จักทั่วโลกสำหรับ จิ๋นซีฮองเต้ คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอันดับที่ 7 นั้นก็คือกำแพงเมืองจีนโดยพระองค์ได้ทรงสร้างไว้เพื่อป้องกันการรุกรานของ  อารยชน ซึ่งในภายหลังกำแพงเมืองจีนได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก

พระองค์สิ้นพระชนม์ลงในปี 208 ก่อนคริสตกาล

Continue Reading →