โศกนาฏกรรมแห่ง ฉางผิง สมรภูมิที่เป็นหลุมฝังเหล่าผู้คน 4 แสนกว่าชีวิต

โศกนาฏกรรมแห่ง ฉางผิง สมรภูมิที่เป็นหลุมฝังเหล่าผู้คน 4 แสนกว่าชีวิต

ในสมัยยุคเลียดก็ก โดยในปี 260 ก่อนคริสต์กาลทัพฉินกำลังขยายความยิ่งใหญ่ออกไปทางตอนเหนือโดยมีเป้าหมายก็คือแคว้นจ้าวและการสมรภูมินี้เองที่ทำให้เป็นที่มาของคำว่า โศกนาฏกรรมแห่ง ฉางผิง ซึ่งเป็นหลุมฝังศพเหล่าทหารแคว้นจ้าวและเฉลยมากกว่า 4 แสนกว่าชีวิต

เรื่องมันเริ่มเมื่อกองทักแห่งแคว้นฉินที่นำทัพมาโดย ไปฉี๋ ต้องการจะบุกไปแคว้นหานซึ่งทหารฉินในสมัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่แว่นแคว้นใกล้เคียงว่าเป็นกองทัพที่กระหายชัยชนะ รบด้วยความดุดันและบ้าระห่ำยิ่งกว่าทัพไหนๆ โดยทัพฉินนั้นมีกฏที่แปลกกว่าแคว้นอื่นก็มีถ้าใครสามารถตัดหัวศัตรูได้ก็ให้นำมาแสดงแล้วจะได้รางวัล และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทหารแคว้นฉินรบแบบไม่กลัวตายกันเลยทีเดียว

ซึ่งแคว้านหานนั้นก็สังวรตัวเองดีว่าแคว้นของพวกเขานั้นอ่อนแอจึงทรงไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นจ้าวที่อยู่ใกล้เคียงทางด้านแคว้นจ้าวที่ตอนนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแคว้นฉินมาเนิ่นนานก็ตอบตกลง

ซึ่งทางด้านอ๋องแห่งแคว้นจ้าวนั้นเห็นว่าการศึกนี้เป็นสิ่งที่จะตอบโต้ความยิ่งใหญ่ของแคว้นฉินจึงได้ส่ง เหลียนผ่อ ซึ่งในเวลานั้นได้ชื่อว่าหนึ่งในแม่ทัพสวรรค์แห่งแคว้นจ้าวเลยทีเดียวพร้อมกำลังคนอีก 4 แสนคนไปช่วยแคว้นหานในการทำศึกกับทัพฉิน

และเมื่อ เหลียนผ่อ นั้นได้รับราชโองการก็รีบรุดไปที่ฉางผิงทันทีและมันก็เป็นผลงานที่ดีที แม่ทัพเหลียนผ่อ นั้นสามารถหยุดยั้งและตั้งรับจนทัพฉินไม่สามารถที่จะบุกเมืองฉางผิงให้แตกได้โดยง่ายโดยแม่ทัพฝ่ายฉินอย่าง ไปฉี๋ นั้นพยายามทำทุกวิถีทางในการบุกตีเมืองให้แตกแต่ เหลียนผ่อ ก็ยังสามารถตั้งรับเอาไว้ได้และยังสามารถลดทอนกำลังของทหารฉินไปได้อย่างมากด้วย

หลังจากนั้น ไปฉี๋ จึงอุบายให้ เจ้าอ๋องแห่งฉิน ออกคำสั่งให้ปลดตัวเองออกแบบหลอกๆ ซึ่งไปฉี๋นี้เองที่ส่งเหล่าสายลับเข้าไปกระจายข่าวว่าทัพฉินนั้นเกรงเพียงแค่จ้าวคว่อเท่านั้น

ซึ่งการจุดไฟครั้งนี้ก็แสดงผลอย่างเห็นได้ชัด จ้าวอ๋อง ทรงเรียกเหลียนผ่อ กลับไปและส่งจ้าวคว่อมาทำศึกด้วยตนเองซึ่งทางด้าน จ้าวคว่อ นี้เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในกลยุทธและตำราของตัวเองอย่างมากซึ่งเหลียนผอเองก็ทราบดีกว่านั้นคือแผนที่จะล่อให้ทัพจ้าวพ่ายแพ้

ทุกอย่างเป็นไปตามที่เหลียนผ่อคาดไว้ทัพทหารจ้าวใช้กำลังบุกเข้าปะทะกับกองกำลังทหารฉินและผลปรากฏว่าสู้ไม่ได้แต่จะถอยทัพก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อ ไปฉี๋ ได้ส่งทหารไปตัดกำลังทางหนีของทหารจ้าวและยังสามารถควบคุมเส้นทางเดินสเบียงของทหารจ้าวได้อีกด้วย

หลังจากเสร็จศึกนี้จึงทำให้เป็นที่มาของคำว่า กลยุทธบนแผ่นกระดาษ ซึ่งนั้นหมายความว่าคนที่เอาแต่พูด แต่ไม่สามรถทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ และจ้าวคว่อ ก็โดนธนูยิงตายในระหว่างสงครามทำให้ทหารที่เหลือวางอาวุธและยอมจำนน

แต่ไปฉี๋ก็ไม่ได้สั่งให้ไว้ชีวิตของทหารและเฉลยที่จับได้แม้เพียงคนเดียว โดยแม่ทัพผู้นี้สั่งให้ทหารขุดหลุมฝังไม่ว่าคนเหล่านี้จะเป็นหรือตายก็ตามที ซึ่งทหารที่ถูกฝังทั้งเป็นนี้มีจำนวน 400,000 กว่าคนเลยทีเดียว

และมีการขุดค้นพบโคงกระดูกจำนวนมากอีกด้วยในมนฑล ซานชิง ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของ ฉางผิง

Continue Reading →

ประวัติ หวังเจี้ยน 1 ใน 4 ยอดขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดินจีน

ประวัติ หวังเจี้ยน 1 ใน 4 ยอดขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดินจีน

 

หวังเจี้ยน หรือ 1 ใน 4 ยอดขุนพลแห่งยุคเลียดก็ก โดยสมัยก่อนจะเรียกว่า ถ้ารัฐจ้าวมี หลีมู่ และ เหลียนปอ แล้วละก็รัฐฉินก็มี หวังเจี้ยน และ ไปฉี๋ โดยหวังเจี้ยนนั้นเป็นหนึ่งนักในบรรดาขุนพลคู่บารมีของ จิ๋นซีฮองเต้ โดยเขาเป็นแม่ทัพคนสำคัญที่ทำให้รัฐฉินนั้นประกาศศักดาร์ ยึดบรรดาเมืองต่างๆได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ในช่วงหลังของยุคนี้นั้น หวังเจี้ยนา ถูกแคว้นต่างๆตั้งฉายาให้ว่า เทพเจ้าแห่งสงคราม เลยทีเดียว โดยผู้คนที่ตายจากแม่ทัพที่เราเรียกว่า 4 ยอดขุนพลแห่งเลียดก็กนั้นมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคนโดยเฉพาะแค่หวังเจี้ยนเองก็ได้ถูกบรรทึกไว้ว่าลำพังแค่เขาคนเดียวก็ทำให้เกิดการตายขึ้นถึง 800,000 กว่าคนเข้าไปแล้วและนี้เป็นตัวเลขตลอดการทำอาชีพทหารของเขา

เป็นที่ทราบกันดีว่า หวังเจี้ยน เป็นขุนพลผู้หนึ่งที่เข้าใจในการทำศึกสงครามอย่างถ่องแท้และยิ่งมาได้เจ้านายทื่ดีอย่าง จิ๋นซีฮองเต้ เข้าให้แล้วนั้นทำให้เขาไม่ต้องกลัวและระแวงหลังในการทำสงครามแต่ละครั้งเลย

หวังเจี้ยน ขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพทหารเมื่อปี 225 ก่อนคริสต์ศักราชเมื่อพระเจ้าแคว้นฉินประกาศที่จะทำสงครามอย่างเต็มตัวกับแคว้นฉู่ และในสมัยนั้นแคว้นที่ยังคงดำรงอยู่ได้นั้นเหลือเพียงแค่ 4 แคว้นเท่านั้นคือ ฉู่ ฉิน เอี้ยน และ ฉี เท่านั้น ซึ่งแคว้นฉู่นี้มีอนาเขตอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นฉินซึ่งแคว้นฉู่นี้อณาบริเวณที่กว้างขวางและเป็นแคว้นที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลานั้น

ซึ่งในบันทึกบอกว่าในเวลานั้นแคว้นฉินกำลังเรืองอำนาจอย่างถึงที่สุดโดยการตีทั้ง แคว้น จ้าว เว้ย และ หาน แตกไปก่อนแล้วถึง 3 แคว้น และขุนพลผู้ที่บุกทะลวงจนเมืองเหลืองของแคว้นจ้าวอย่างเมืองหานตานแตกก็คือ หวังเจี้ยน ผู้นี้ หลังจากนั้นก็เป็น หวังเจี้ยน อีกนั้นแหละที่พากำลังพลแคว้นฉินบุกตีเมืองหลวงของแคว้าเอี้ยนแหลกคามือ

และในช่วงหลัง จิ๋นซีฮองเต้ นั้นได้มองออกว่าถ้าหากยึดแคว้นฉู่ได้สำเร็จแล้วละก็การรวมแผนดินจีนให้เป็นหนึ่งก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะในเวลานั้นแคว้นฉู่คือแคว้นที่มีพื้นที่ในปกครองมากที่สุดในบรรดา 4 แคว้นใหญ่

อีกทั้ง หวังเจี้ยน นั้นเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถโต้แย้งกับองค์จิ๋นซีฮองเต้ได้ ซึ่งในภายหลังมีขุนพลผู้หนึ่งอาสาไปตีแคว้นฉู่ด้วยกำลังเพียงแค่ 2 แสนคนซึ่งหวังเจี้ยนได้มองออกแล้วว่าการตีรัฐฉู่ให้แตกนั้นต้องใช้คนมากถึง 6 แสนคนเลยทีเดียว

และก็เป็นไปตามที่ หวังเจี้ยน คิดทัพฉินเพียง 2 แสนคนพ่ายแพ้ให้กับทัพฉู่โดยทางนั้นมีกำลังมากกว่าถึง 5 แสนคนเลยทีเดียวและในตอนหลัง องค์จิ๋นซีฮองเต้ ต้องควบม้ามาขอให้ หวังเจี้ยน นั้นกลับไปบัญชาการรบกับพวกแคว้นฉู่ด้วยตนเองทางด้านหวังเจี้ยน นั้นก็ได้ตอบตกลง

และหลังจากเขาไปคุมทัพบุกแคว้นฉู่ได้ไม่นาน หวังเจี้ยน ก็เข้าบุกตีเมืองห้วยหยางได้สำเร็จ ซึ่งกษัตริย์ของแคว้นฉู่ที่หนีไม่ทันจิงถูกนายพล เมิ่งอู่ ฟันตายคาที ซึ่งหลังจากจบศึกนี้ทหารฉู่ได้ล้มตายด้วยน้ำมือของกองทัพของหวังเจี้ยนถึง 5 แสนคนและแคว้นที่เหลือก็ไม่สามารถต้านทานการบุกของแคว้นฉินได้และล่มสลายไปตามๆกัน

ในช่วงหลังของการเป็นแม่ทัพเขาได้ลาออกไปอยู่กับครอบครัวและใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแตกต่างจากเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ล้วนตายในสนามรบกันแทบทุกคน

Continue Reading →

จิ๋นซีฮองเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกแห่งแผ่นดินจีน

จิ๋นซีฮองเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกแห่งแผ่นดินจีน

ประวัติ จิ๋นซีฮองเต้ซึ่งในสมัยนั้นพวกเขาเรีกกันว่าสมัย จ้านกว๋อ หรือบางจะเรียกว่ายุค ซุนชิว หรือ เลียดก็ก ก็แล้วแต่ซึ่งเป็นยุคที่แจ้งเกิดให้กับฉินอ๋องหรือที่เรารู้จักกันในนาม จิ๋นซีฮองเต้ หรือมีพระนามเดิมว่า อิ๋งเจิ้ง โดยพระองค์ขึ้นครองราชย์ด้วยวัยเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นโดยเป็นอ๋องแห่งรัฐฉิน

ซึ่งในสมัยนั้นพวกมีหลายแว่นแคว้นที่ต่างก็ต้องการจะแก่งแย่งชิงความเป็นใหญ่โดยมีทั้ง หาน จ้าว เว้ย ฉู่ เยียน ฉี และ ฉิน แต่ปณิธาณของพระองค์นั้นก็ยังคงแน่วแน่ตั้งแต่พระองค์ยังทรงอายุน้อยเนื่องจากพระองค์ต้องการรวมแผนดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว

หลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชน์ในปี 246 ก่อนคริสตกาล พระองค์ได้ทรงปลด หลี่ปู้เว่ย ออกจากการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนทันทีและทรงควบคุมทุกอย่างเป็นทั้งหมด พร้อมกันนั้นพระองค์ยังทรงพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองซึ่งในสมัยนั้นรัฐฉินนั้นถือเป็นรัฐที่ล้าหลังกว่าทุกรัฐในเวลานั้น พระองค์ได้ทรงพัฒนารัฐของตัวเองจนสามารถขึ้นมาเรืองอำนาจเทียบเท่ากับรัฐอื่นโดยทั้วไป

องค์จิ๋นซีฮองเต้ นั้นใช้เวลาเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้นจากปี 231-221 ก่อนคริสตกาลเพื่อรวบรวมและแผ่ขยายอำนาจของรัฐฉินจนสามารถบุกยืดรัฐอื่นได้จนหมดทั้ง 6 รัฐและสถาปนาตัวเองเป็น ฉินสื่อหวงตี้” หรือเราอ่านกันตามภาษาไทยว่า จิ๋นซีฮองเต้ และเมื่อรวมคำว่า หวง และ ตี้ เข้าด้วยกันนั้นทำให้ความหมายที่แปลออกมาได้ดังนี้ “องค์ปฐมจักรพรรดิกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉิน” แต่หลังจากพระองค์รวบรวมแผนดินจีนได้เป็น 1 แล้วนั้นพวกเขาก็คงครองความยิ่งใหญ่อยู่ได้แค่เพียง 15 ปีเท่านั้น

ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนนั้นเป็นเพราะในสมัยนั้นพระองค์ทรงอยากจะมีชีวิตที่เป็นอมตะจึงได้สั่งให้คนออกไปนำหาสมุนไพรและแร่ธาตุอะไรก็ที่จะทำให้พระองค์ทรงอายุยืน

แต่ถึงกระนั้นตอนที่องค์จิ๋นซีฮองเต้ ครองราชนั้นพระองได้แบ่งมนฑล 36 แห่ง และกำหนดให้ใช้ตัวอักษรภาษาจีนเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดประเทศ ถึงแม้ว่าบางคำพูดอาจจะสำเนียงไม่เหมือนกันแต่การเขียนนั้นกับเหมือนกันทุกคำ

และทรงกำหนดให้ใช้กฏหมายโดยเท่าเทียมกันทั่วประเทศ บางท่านที่เคยรู้จักอาจจะรู้ว่าจิ๋นซีฮองเต้ นั้นทรงเคร่งครัดเรื่องระเบียบมากขนาดไหน

และสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้จักทั่วโลกสำหรับ จิ๋นซีฮองเต้ คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอันดับที่ 7 นั้นก็คือกำแพงเมืองจีนโดยพระองค์ได้ทรงสร้างไว้เพื่อป้องกันการรุกรานของ  อารยชน ซึ่งในภายหลังกำแพงเมืองจีนได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก

พระองค์สิ้นพระชนม์ลงในปี 208 ก่อนคริสตกาล

Continue Reading →